4 มกราคม 2552

ไปกินปู ร้านฮิตที่โอซาก้า

ประเดิม เมนูอาหารชุดแรกของ Blog นี้ ขอเสนอร้านเด็ดจากทริปท่องเที่ยวล่าสุดของผม จากการเยือนแดนอาทิตย์อุทัย ...ที่ครั้งนี้ แวะร้านอาหารมากกว่าสถานที่ท่องเที่ยวชั้นนำ เหมือนอย่างที่คาดการณ์และตั้งใจไว้ ไปเที่ยวเองก็สะดวกและสนุกอย่างนี้แหละครับ เดินไปเรื่อยๆ หลงบ้าง ผิดทางบ้าง แต่ก็ได้บรรยากาศที่กรุ๊ปทัวร์ทั้งหลายคงไม่มีให้ในตารางการเดินทาง...


การท่องเที่ยวที่เน้นการกิน ผมขอเรียกเป็นภาษาทางวิชาการแบบมั่วเอาเองว่า "การเดินทางเพื่อสัมผัสวิถีชีวิตและวัฒนธรรมด้านอาหารการกินของคนต่างถิ่นอย่างใกล้ชิด" หรือ แปลเป็นภาษาปากว่า "ตลุย(แหลก)ทั่วโลก" โดยวันนี้ผมจะพาไปแหลก เอ้ย...พาไปตลุยแหลก..ในทริปเดินทาง โอซาก้า-เกียวโต ของ ผม ซึ่งจัดขึ้นเมื่อกลางเดือนธันวาคม 2551 ...ทริปนี้มีอันต้องเลื่อนจากต้นเดือน เพราะผมไม่อยากไปขึ้นเครื่องบินถึงที่อู่ตะเภา เลยมีเวลาสำหรับการเตรียมตัวนานขึ้นอีกนิดหน่อย...



ขอนำท่านสู่นครโอซาก้า ที่ย่านโดทงโบริ (Dotonbori) ซึ่ง เป็นย่านอาหารการกินกลางเมือง ที่ใครต่อใครไป ก็ต้องไปเยือน โดยเฉพาะไปถ่ายรูปกับป้ายกูลิโกะแมน รวมถึงป้ายร้านปูที่ผมได้ไปลิ้มลองมา และขออนุญาตมาแบ่งปันเป็นอาหารตาให้คุณๆได้ชมกันนี้


สำหรับท่านที่เคยไปทานมาแล้ว ก็อย่าหาว่าผมเอาเรื่องปูปูมาเล่าให้ฟังกันเลยนะครับ แต่สำหรับท่านที่ยังไม่เคยได้ลิ้มลอง ก็อยากจะบอกว่า หากมาโอซาก้า ก็ลองมาชิมกันหน่อย ร้านนี้มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า Kani Douraku สาขา แรกดั้งเดิมอยู่เชิงสะพานตรงป้ายกูลิโกะ ส่วนสาขาอื่นบนถนนโดทงโบริก็มี แต่เป็นส่วนต่อขยาย ไหนๆไปทานทั้งที ก็ต้องไปลองร้านออริจินัล อาหารในร้านก็สารพันปู ปูยักษ์ในทุกรูปแบบ


ร้านนี้ตามตำนาน ซึ่งอาศัยฟังมาจากรายการของคุณ Maki ทาง Truevisions บอกว่า ก่อนที่จะกลายเป็นร้านสุดฮิตในย่านโดทงโบริ ที่เกือบจะเป็นแลนด์มาร์คทางการท่องเที่ยวแห่งหนึ่งในเมืองโอซาก้า (เมืองที่ไม่มีอะไรนอกจากปราสาทโอซาก้าและร้านอาหาร-ผมว่างั้น) เจ้าของร้านเคยล้มลุกคลุกคลานจนเกือบจะปิดกิจการไปแล้ว ตั้งแต่ก่อตั้งใหม่ๆ ..

เรื่องมีอยู่ว่า มีพ่อครัวคนหนึ่ง ที่บ้านเกิดอยู่เมืองริมทะเล คิดอยากจะย้ายเข้ามาเปิดร้านอาหารที่โอซาก้า และต้องการทำเมนูปูยักษ์สดๆที่แสนจะคุ้นเคยให้คนเมืองกิน เลยสั่งปูจากบ้านเกิดมาปรุงเป็นเมนูต่างๆที่ร้านของเค้าในโอซาก้า ...ปรากฏว่าในตอนแรกก็ขายได้ดีพอสมควร แต่ปัญหาก็คือ ปูยักษ์ที่เป็นวัตถุดิบหลักของร้าน จะมีเฉพาะในฤดูหนาวเท่านั้น ...พอหมดหน้าหนาวก็หมดปูไปด้วย ปูสดสด ก็ไม่มีขาย ร้านอาหารของเค้า ก็มีอันต้องปิดกิจการ

แต่ความด้วยความอุตสาหะของเจ้าของร้านที่ไม่ยอมพ่ายแพ้ต่ออุปสรรค วันนึงเค้าจึงปิ๊งไอเดีย วิธีที่จะเก็บปูสดยักษ์ไว้ทำอาหารขายได้ตลอดทั้งปี นั่นคือ การสั่งทำตู้เก็บความเย็นขนาดยักษ์ ไว้เก็บปูสดไว้โดยเฉพาะตามแบบฉบับของร้าน คราวนี้ก็เลยมีปูขายตลอดทั้งปี แถมด้วยไอเดียสุดยอดทางการตลาด ด้วยการทำปูยักษ์ขนาดใหญ่ ขยับก้ามไปมาได้ไว้หน้าร้าน จนกลายเป็นจุดเด่นประจำร้านไป





ตัวอย่างจาก Window Menu ชุดนี้ประมาณ 1,900 บาท

เริ่มเดินเข้าร้านกันเลยนะครับ

เมนูนี้สำหรับผู้สั่งอาหารชุด (แบบราคา 4,650 เยน) เริ่มต้นที่ไข่ตุ๋นปู มีเนื้อปูสดแทรกอยู่ในไข่ตุ๋น ที่นุ่มหอม

อีกหนึ่งในอาหารชุด "ซุปใส" แผ่นสีขาวที่ลอยอยู่คือแผ่นเนื้อปูผสมแป้งบางๆ แต่ด้วยความที่เป็นซุปใส
รสชาติออกจะใสใสไปหน่อยไม่ค่อยถูกปาก


หนึ่งในออเดิร์ฟ

"ซูชิปู" สำหรับคนรักซูชิ...น่าลองครับ เนื้อปูแทรกอยู่ด้านใน แบบพอให้ออกรสปู

แน่นอน"เทมปุระปู"ก็มี

พระเอกของเซ็ตโตะ ขาปูสดๆที่เสริฟ์มาเป็นขาโตๆ

ส่วนที่ภูมิใจเสนอในภาพต่อไปเป็นอาหารนอกเซ็ต นั่นคือ "เนื้อปูดิบ" ก้อนกลมๆโตๆที่ทางร้านคัดจากเนื้อปูส่วนต้นขา ที่ขาเธอช่างขาวอวบใหญ่โต ยั่วน้ำลาย วางบนน้ำแข็ง จุ้มวาซาบิสดเล็กน้อย ก่อนละเลียดเข้าปากอย่างกลมกล่อมละมุนลิ้น เพียงคำเดียวเท่านั้น คุณก็จะคอนเฟิร์มได้ด้วยตนเองว่า สมแล้วที่เป็นร้านปูยักษ์แห่งเมืองโอซาก้า ราคาเนื้อปูดิบขาวอวบที่เห็นอยู่นี้ อยู่ที่ 2,650 เยน ไหนๆมาแล้ว ผมก็ต้องยอมขอเบิ้ลสองจาน


ส่วนอาหารชุดยังไม่หมดนะครับ ปิดท้ายด้วยของหวาน นึกว่าจะเป็นพวกปูแช่อิ่ม หรือ ไอศกรีมรสปู แต่เป็น ไอศกรีมชาเขียว ที่ทางร้านทำเก๋ แยกไอศกรีมวานิลามา และตามด้วยการเทชาเขียวมัชชะข้นๆตามลงไป รสหอมที่เป็นเอกลักษณ์ของชาเขียวที่ชงแบบมัชชะที่อาศัยไม้ไผ่สานลงไปคน บวกกับไอศกรีมรสวานิลลาแบบดั้งเดิม ทำให้การปิดท้ายอาหารมื้อไฮไลต์ในโอซาก้าของผม จบอย่างสมบูรณ์ลงตัว


ความสุขของคนทำงาน ก็คือ การได้ผ่อนคลาย หายเหนื่อย ทำได้หลากหลายวิธีครับ การทานอาหารที่ถูกปากร่วมกับคนที่ถูกใจ ไม่ต้องบอกว่าสุขแค่ไหน รอเก็บเงินมากินต่อโอกาสหน้าครับ

1 ความคิดเห็น:

ไม่ระบุชื่อ กล่าวว่า...

ปู น่ากินมากเลยค่ะ