20 เมษายน 2551

แสงศตวรรษ Thailand's edition



เหลืออีกเพียงไม่กี่วัน ภาพยนตร์เรื่อง “แสงศตวรรษ” ของผู้กำกับหนังนอกกระแส (หลัก) เจ้ย อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ที่ยืนโรงฉาย ที่พารากอนซีนีเพล็กซ์เพียงโรงเดียว ก็คงจะพ้นโรง ตามที่คุณเจ้ยบอกไว้ว่าจะเข้าฉายนาน 2 สัปดาห์


ผมเลือกไปชมภาพยนตร์เรื่องนี้ในช่วงเวลาแห่งความรู้สึกสับสนของ ช่วงวันหยุดยาวของเทศกาลสงกรานต์ ที่คนเมืองต่างพากันหนีจากกรุงเทพฯ ทิ้งผมอยู่แปลกปลอมกับสิ่งแวดล้อมที่แสนจะไม่คุ้นเคย กะว่าอยากแกล้งชีวิตตัวเองให้ดูสับสนยิ่งขึ้น

ผมจึงเลือกที่จะไปดูหนังของคุณเจ้ย โดยคิดว่าผมคงไม่น่าจะผิดหวัง เพราะหลังจากชมผลงานหนังนอกกระแสของเจ้ยทั้ง 2 เรื่องก่อนหน้า คือ สุดเสน่หา และ สัตว์ประหลาด ผมก็ออกจากโรงไปพร้อมๆกับความสับสน เหตุด้วยยากที่จะตีความภาษาหนังของเจ้ยได้แบบช็อตต่อช็อต


ความน่าสนใจของ แสงศตวรรษ (Syndromes and a Century) ใช่ว่าจะอยู่ที่เป็นผลงานของผู้กำกับที่มีดีกรีระดับคว้ารางวัลหนังเมืองคานน์ หรือ รางวัลศิลปาธรของกระทรวงวัฒนธรรมมาแล้ว แต่หนังใหม่ของคุณเจ้ยเรื่องนี้ มีความพิเศษ ตรงที่ เป็น Thailand’s edition เป็นเวอร์ชั่นฉบับตัดต่อที่คุณ จะได้ชมเพียงที่เดียวในโลก คือที่ประเทศไทยของเรานี้เท่านั้น
...ย่อมไม่ธรรมดา


เดิมที แสงศตวรรษ เคยคิดจะเข้าฉายในโรงภาพยนตร์มาตั้งแต่ปีที่แล้ว แต่พอเข้ารับการตรวจพิจารณาจากคณะกรรมการตรวจพิจารณาภาพยนตร์ ซึ่งเป็นขั้นตอนการขออนุญาตตามกฎหมาย ปรากฏว่า งานที่คุณเจ้ยตั้งใจจะทำคลอดด้วยตนเองกับมือ ต้องเจอประกาศิตคมกรรไกร สั่งให้เฉือนอวัยวะสำคัญไป 6 ฉาก คุณเจ้ยก็เลยบอกทำนองว่า อย่ากระนั้นเลย ไปฉายที่อื่นดีกว่า ไม่ฉายก็ได้ที่เมืองไทย ซึ่งครั้งนั้นก็สร้างกระแสความตื่นตัวต่อการตั้งคำถามถึงระเบียบการเซ็นเซอร์ภาพยนตร์ ว่าข้อกำหนดที่มีอยู่นั้น มันมีมาตราฐานและบรรทัดฐานอยู่ที่ตรงไหน ยิ่งหากพิจารณาสื่อภาพยนตร์ว่าเป็นงานศิลปะแขนงหนึ่ง ที่ ศิลปินผู้สร้าง มีสิทธิ์สร้างสรรค์สื่อสารกับผู้ชม จะดูรู้เรื่องหรือไม่ หรือรู้เรื่องอย่างไร ผู้ชมคือผู้รับและผู้ตีความ

การเข้าฉายในฉบับ Thailand’s edition ครั้งนี้ แม้จะเป็นการเปลี่ยนใจของ คุณเจ้ย ที่ยอมนำหนังที่ผ่านการเซ็นเซอร์ เข้าฉายในโรงภาพยนตร์ แต่ก็ถือเป็นการเปล่ง"แสงศตวรรษ"ขึ้นมา่อีกครั้ง โดยอาศัยฟิล์มม้วนเดิม หกฉากที่ถูกคำสั่งให้ตัดทั้งภาพและเสียงออกไป ถูกแทนที่ด้วยฟิล์มสีดำ รอยข่วน และความเงียบ ตามช่วงระยะเวลาจริงของฉากที่ถูกสั่งหั่น ถูกสั่งเฉือนออกไป เรียกว่า คณะกรรมการเซ็นเซอร์สั่งตัดสองนาที คนดูก็จะดูฟิล์มดำที่น่าอึกอัดเช่นนั้นไปสองนาทีเต็มเลยทีเดียว นับเป็นการตอกย้ำเนื้อหาใหม่ของการถูกเซ็นเซอร์ลงในภาพยนตร์แบบตรงๆ โดยไม่ต้องอาศัยการตีความ


คุณเจ้ยพูดบนเวทีี่สาธารณะหลายครั้งว่า ที่ยอมทำเช่นนี้กับหนังของตัวเอง เพราะต้องการกระตุ้นสังคมให้้ตระหนักถึงปัญหาการเซ็นเซอร์ภาพยนตร์ในบ้านเรา ว่าขืนยังใช้ระบบเซ็นเซอร์อยู่ ..ท้ายที่สุด เราก็ย่อมได้ดูหนังกันแบบนี้

ผมเข้าชม "แสงศตวรรษ" ฉบับหั่นหกฉาก ซึ่งบางช่วงของหนัง ก็ได้ชมฟิล์มดำและความเงียบไปนานกว่าห้านาที ความรู้สึกร่วมเกิดขึ้น เหมือนได้นั่งประท้วงไปกับคุณเจ้ยและคนทำหนังที่เคยออกมาเคลื่อนไหวในเรื่องนี้ ...ซึ่งท่าทางจะได้ผลครับ เพราะรอบที่ผมชมอยู่นั้น มีคุณพี่ผู้ชายคนหนึ่ง วัยประมาณสี่สิบกว่าๆ ลุกจากที่นั่งออกไปโวยวายหน้าโรงกับพนักงานข้างนอก เสียงลอดเข้ามาภายในโรงที่เงียบกริบ ฟังได้ถนัดว่า ทำไมหนังมันตัดเยอะจัง ดูไม่รู้เรื่อง ...ผมก็แอบนึกในใจว่า พี่ พี่ ถึงไม่ตัด บางทีก็ดูไม่รู้เรื่องเหมือนกัน (แต่ความจริงคนขายตั๋วเค้าให้ข้อมูลก่อนซื้อโดยเรายังไม่ทันถามว่า หนังเรื่องนี้มีเซ็นเซอร์ด้วยนะคะ สงสัยจะมีคนไปโวยบ่อย)



แสงศตวรรษ ดำเนินเรื่องส่วนใหญ่เป็นฉากชีวิต ความรัก ความหลังเรื่องราวที่เกิดขึ้นในโรงพยาบาล ด้วยฉากและห้วงเวลาที่เปลี่ยนไป โดยผู้กำกับบอกว่า ต้องการสร้าง “แสงศตวรรษ” ให้เป็นส่วนหนึ่งของเทศกาล ‘นิว คราวน์ โฮป’ อันเป็นโครงการเพื่อสำรวจการจดจำของคนว่า ความสุขนั้นสามารถถูกจุดประกายขึ้นได้จากสิ่งเล็กน้อยที่ดูไม่สลักสำคัญ เจ้ยจึงทดลองสร้างชีวิตของพ่อและแม่ (ซึ่งเป็นหมอทั้งคู่)ในช่วงเวลาก่อนที่ตัวเองเกิด รวมถึงสะท้อนชีวิตของผู้คนที่กระทบใจของเค้าในปัจจุบันด้วย

ส่วนหกฉากที่ถูกหั่นไป หาชมได้นอกโรงภาพยนตร์เท่านั้น (You Tube ช่วยท่านได้)


ความจริงฉากที่ถูกตัดไป ไม่ใช่ฉากโป๊เปลือยอะไร ไม่ใช่การพูดตลกใต้สะดือ เหมือนหนังที่ผ่านเซ็นเซอร์ แต่ทำหน้าหนังเหมือนจะเชื้อชวนเด็กให้เข้าไปดูความทะลึ่งของผู้ใหญ่

ยกตัวอย่างฉากในหนังที่ถูกแทนที่ด้วยฟิล์มดำ มีอาทิ ฉากพระดีดกีตาร์ ฉากหมอดื่มเหล้า ซึ่งตรงหมอดื่มเหล้านี่เอง ที่ยาวนานที่สุด นานกว่าห้านาที


ฉากพระดีดกีตาร์ ถูกคณะกรรมการเซ็นเซอร์มองว่าไม่เหมาะสม ผมไม่มีประสบการณ์ตรงเคยเห็นพระดีดกีตาร์ แต่เคยเห็นพระเช่าวีดิโอ พร้อมบทสนทนากับเจ้าของร้านถึงหนังเรื่องใหม่ๆ กับพระที่เดินในงานคอมมาร์ทซึ่งเต็มไปด้วยพุทธบริษัท ญาติโยมและเหล่าสีกาที่เดินเบียดเสียดกัน



ฉากหมอดื่มเหล้า... จริงๆแล้วคงต้องบอกว่า ฉากที่อยู่ในภาพยนตร์นั้น เป็นการแอบดื่มกันในห้องภายในโรงพยาบาล เหล่าคุณหมอคงตอบได้ว่า เคยทำเช่นว่านั้นบ้างหรือเปล่า

แต่สำหรับผมฉากนี้ฮามาก เพราะในวงสนทนา คุณหมอหญิงผู้อาวุโส ซึ่งกำลังดื่มอยู่ (ฉากนี้ถูกตัดไปนะครับ) ได้เอ่ยอ้างถึงเหตุผลของการดื่มเหล้า ในโรงพยาบาลว่า เพื่อจะแก้อาการ”ตื่นกล้อง” เมื่อต้องไปเป็นวิทยากรรับเชิญ ทางสถานีโทรทัศน


แหม.. ผมเนี่ยเห็นภาพชัดเลย กรณีนี้เป็นความจริงแน่นอนครับ


ผมคิดว่าถ้าเป็นกรณีอื่น ผู้กำกับที่หนังของตัวเองถูกสั่งให้ตัด ก็น่าที่จะเลือกหั่นตามใบสั่ง และมาเย็บปะติดปะต่อสมานแผล ให้ทั้งแน่นและเนียนที่สุด แต่สำหรับเจ้ยแล้ว เขาเลือกที่จะทิ้งบาดแผล จากคมมีดคมกรรไกรเซ็นเซอร์ให้เหวอะหวะ ปล่อยให้เชื้อร้ายที่เกิดขึ้น ก่อให้เกิดคำถามต่อระบบเซ็นเซอร์ภาพยนตร์ไทยในปัจจุบัน



อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุลเคยเขียนในอีเมล์และได้รับการถอดความผ่านทาง http://a-century.exteen.com/20070410/entry ว่า

ในฐานะนักทำหนังคนหนึ่งผมปฏิบัติกับหนังของผมประดุจลูกชายและลูกสาว เมื่อผมให้กำเนิดเขาพวกเขาก็มีชีวิตเป็นของตนเอง ผมไม่ใส่ใจว่าผู้คนจะรักหรือเกลียดลูกของผมตราบใดที่ผมสร้างเขาขึ้นมาด้วยความตั้งใจ และความพยายามอย่างสูงสุด ถ้าลูกๆของผมไม่สามารถอาศัยอยู่ในประเทศของเขาเอง ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอันใดก็ตาม
ก็ปล่อยเขาเป็นอิสระเถิด เพราะมันยังมีพื้นที่อื่นๆที่ต้อนรับเขาอย่างอบอุ่นในแบบอย่างที่เขาเป็น
มันไม่มีเหตุผลเลยที่ต้องทำให้พวกเขาพิกลพิการจากระบบแห่งความกลัวหรือความละโมบ มิฉะนั้นแล้ว มันก็ไม่มีเหตุผลอันใดที่คนสักคนหนึ่งจะสร้างงานศิลปะต่อไป"

ผมว่า"แสงศตวรรษ" Thailand’s edition คงทำให้คำกล่าวของเค้า ดูชัดเจนขึ้น

ชัยนันต์ สันติวาสะ



ขอบคุณภาพประกอบจาก http://www.kickthemachine.com

19 เมษายน 2551

คำทำนายนอสตราดามุสที่ไม่มีใครเคยอ่าน

พลันที่แสงไฟจากตะเกียงน้ำมันดับลง ด้วยวูบหนึ่งของมวลอากาศ

นอสตราดามุส.. จึงพลาดที่จะขีดเขียนนิมิตรสุดท้ายของเค้าในคืนนั้น ลงบนกระดาษ

...และนี่ คือบางตอนของนิมิตร ที่มิได้ถูกบันทึก...

....ณ ดินแดนอันห่างไกล

ทหารกล้าจากชายแดน กลับถอนกำลัง มุ่งพิทักษ์ทุ่งข้าวสีทอง


ทุ่นน้ำมันกลางทะเล หมดประโยชน์ใช้สอย ถูกจมเป็นแหล่งปะการัง


โอเปค ล่มสลาย... ชาติอาหรับ คิดวิธีแปลงทะเลทรายเป็นนาข้าว


กองทัพจีน ถอนกำลังจากหมู่เกาะสแปรดลี่ย์ มุ่งหน้าอ้างสิทธิ์เหนือเกาะบอร์เนียว แหล่งปลูกข้าวใหม่ของมาเลเซีย

...

ลาบน้ำตกหน้าปั๊ม ขยายพื้นที่เข้าขายด้านใน เด็กปั๊มกลายเป็นเด็กเสริฟ์ แต่ไม่มีข้าวเหนียว


คนแห่บูชาแม่โพสพ ติดอันดับ เทพแห่งโชคลาภและความมั่งมีเงินทอง


แมวหายจากเมืองกรุง ชาวนาแย่งชิงตัวไปแห่ขอฝน


ป้ายเตือนในเมนูทุกร้านเลือดหมู "สั่งเกาเหลา็ได้ แต่งดบริการข้าวเปล่า"

ร้านข้าวต้มปลาเขียนป้ายราคา "เกาเหลาเนื้อปลาล้วน" ถูกกว่า ข้าวต้มปลาธรรมดา



ห้องมั่นคงของแบงค์ชาติ หันมาเก็บพันธุ์ข้าว แทน ทองคำแท่ง


ทางด่วน ถูกทิ้งร้าง แปรสภาพกลายเป็นถนนคนเดิน


งานพิธีพืชมงคล ตม.คุมเข้ม หวั่นคนต่างด้าว แอบชิงพันธ์ข้าวไทย


รูดอล์ฟ ดีเซล คือ ชายในประวัติศาสตร์ที่ถูกประณาม โทษฐานเริ่มคิดนำน้ำมันมาจุดสันดาปเชื้อเพลิง

และสุดท้าย...

เมนูใหม่ สบู่ดำ ฮิต ใช้กินต่างข้าว กากปาล์มน้ำมัน คือ ของหวานชั้นดี

...


ิกฤติอาหาร และพลังงาน เริ่มขึ้นแล้ว

ขณะที่วิกฤติโลกร้อน ยังแก้ปัญหาไม่ได้

เผ่าพันธุ์มนุษย์จะดำรงอยู่ต่อไปอย่างไร

เมื่อคำตอบทางวิทยาศาสตร์ ไม่สามารถอยู่เหนือ กฎของธรรมชาติ ได้อีกต่อไป

15 เมษายน 2551

สงกรานต์ .. สรงกรง

สงกรานต์ ทำให้กรุงเทพฯเปลี่ยนไป

...รถไม่ติด

...ไม่ต้องตื่นเช้า

...ขับรถโดยไม่พึ่งทางด่วน

.วัฎจักรแห่งความจำเจ ถูกประเพณีทำให้ .สะดุด...


ผู้คนที่ออกมาเล่นสาดน้ำแบบเอาเป็นเอาตาย

ราวจะพร้อมพลีชีพ พลีกาย สังเวยจารีตประเพณี ริมบาทวิถี

ขบวนรถมอเตอร์ไซด์นับร้อย ดั่งฝูงหนูที่วิ่งพรู ออกมาจากท่อน้ำทิ้ง

...กรุงเทพฯเปลี่ยน...หรือ ตัวเราเปลี่ยน?...


คำตอบคงขึ้นอยู่กับว่า เราชอบแบบไหนมากกว่ากัน?

...

คิดถึง คนกรุงแปลกหน้า ที่เคยแย่งพื้นที่ถนนในช่วงเวลาเช้า

คิดถึง คนกรุงแปลกหน้า ที่แย่งที่จอดรถกันตามห้างฯในเวลาเย็น

คิดถึง คนกรุงที่เหลือบตาใส่กัน ยามเดินสวนไปมากลางตลาด มื้อเที่ยง ย่านใกล้ที่ทำงาน

มวลมิตรผู้ร่วมชะตากรรมในเมืองที่จำเจแห่งนี้

พวกเค้าหายกันไปไหน?


... นกในกรง ที่เปิดออก หวาดหวั่นกับสภาพแวดล้อมที่แปลกแยก ด้านนอก

แต่กลับชมชอบเสรีที่คุ้นชิน ในซี่กรงด้านใน


สงกรานต์ปีนี้ช่างยาวนานเหลือ

ใครก็ได้ ...ช่วยปิดกรงให้ที